ทำความรู้จักกับยาเบาหวาน
วันที่เผยแพร่: 11 พฤศจิกายน 2568
วันที่เผยแพร่: 11 พฤศจิกายน 2568

มารู้จักกับยาเบาหวาน (Q&A)
คู่มือความรู้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและครอบครัว เพื่อให้เข้าใจวิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
Q1. ยาเบาหวานมีกี่ประเภท และมีอะไรบ้าง?
ยาเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1) ยาเม็ดรับประทาน
ใช้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นหลัก เช่น
- Metformin (เมทฟอร์มิน)
- Glipizide (กลัยพิไซด์)
- Glibenclamide (ไกลเบนคลาไมด์)
- Pioglitazone (ไพโอกลิทาโซน)
- ยาออกฤทธิ์ชะลอการดูดซึมน้ำตาล เช่น Acarbose, Voglibose
2) ยาฉีดอินซูลิน
- ใช้เมื่อระดับน้ำตาลคุมได้ยากด้วยยาเม็ด หรือมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก
- มักฉีดก่อนอาหาร 15–30 นาที หรือก่อนนอนตามคำแนะนำแพทย์
- ต้องเก็บใน ตู้เย็นช่องปกติ ห้ามแช่แข็ง และไม่ควรวางที่ฝาประตูเพราะอุณหภูมิไม่นิ่ง
Q2. การใช้ยาเบาหวานอย่างถูกวิธี ต้องทำอย่างไร?
การใช้ยา “สัมพันธ์กับมื้ออาหาร” อย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก สามารถแบ่งตามช่วงเวลาได้ดังนี้:
1) ยาก่อนอาหาร
เช่น Glipizide, Glibenclamide
- ต้องกินก่อนอาหาร 15–30 นาที
- ห้ามกินแล้วไม่ทานอาหาร เพราะเสี่ยง น้ำตาลในเลือดต่ำ
2) ยาหลังอาหาร
เช่น Metformin, Pioglitazone
- ควรรับประทานพร้อมคำแรกของมื้ออาหาร
- ช่วยลดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องอืด
3) ยาพร้อมอาหาร
เช่น Acarbose, Voglibose
- ออกฤทธิ์ชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้
- ต้องกินพร้อมอาหารเท่านั้นเพื่อให้ได้ผลสูงสุด
4) ยาฉีดอินซูลิน
- ฉีดก่อนอาหารหรือก่อนนอนตามแพทย์สั่ง
- ต้องเก็บในตู้เย็นช่องปกติ อุณหภูมิคงที่
Q3. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดจากอะไร และสังเกตอย่างไร?
อาการที่พบได้
- เหงื่อออก มือเย็น ตัวเย็น
- ใจสั่น กระสับกระส่าย
- หน้ามืด อ่อนเพลีย เดินเซ
- ในรายรุนแรงอาจสับสนหรือหมดสติ
สาเหตุสำคัญ
- กินอาหารน้อย หรือกินผิดเวลา
- เว้นช่วงมื้ออาหารนานเกินไป
- ออกกำลังกายมากกว่าปกติ
- ใช้ยาไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร
- ใช้ยาเดิมแต่ลดปริมาณอาหารลง (เช่น คุมอาหารเข้มงวดเกินไป)
วิธีแก้เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ
- รีบดื่มน้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือกินลูกอม (ห้ามใช้น้ำตาลเทียม)
- นั่งพักรอดูอาการจนดีขึ้น
- หากอาการยังแย่ลงหรือหมดสติ ต้องไปโรงพยาบาลทันที
การป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ
- พกลูกอมติดตัวไว้เสมอ
- รับประทานหรือฉีดยาตรงตามเวลาที่แพทย์สั่ง
- ไม่เว้นมื้ออาหารหรือเลื่อนอาหารโดยไม่จำเป็น
Q4. หากลืมรับประทานยาเบาหวานควรทำอย่างไร?
- หากนึกได้ ไม่เกิน 30 นาที ให้รับประทานทันที
- หากใกล้มื้อถัดไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป
- ห้ามกินเพิ่มเป็นสองเท่าเด็ดขาด
- ยาก่อนอาหาร (เช่น Glipizide/Glibenclamide) ห้ามมากินหลังอาหาร เพราะจะเสี่ยงน้ำตาลต่ำ
- คุมอาหารและทานยาให้สม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญที่สุด
ข้อมูลยาเบาหวานรุ่นใหม่
1) กลุ่ม SGLT-2 Inhibitors
ช่วยให้ไตขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ
ตัวอย่างยา: Dapagliflozin (Forxiga®), Empagliflozin (Jardiance®)ข้อดี
- ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำต่ำ
- ลดความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวและโรคหัวใจบางชนิด
- ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่ไต
- ช่วยลดน้ำหนัก
ผลข้างเคียง
- ปัสสาวะบ่อย/ภาวะขาดน้ำ → ต้องดื่มน้ำพอเพียง
- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ/อวัยวะสืบพันธุ์ → ต้องรักษาความสะอาด
- ความดันลดลง → ระวังในผู้สูงอายุ
เหมาะสำหรับ
ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคร่วม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคไตเรื้อรัง หรือภาวะอ้วน2) กลุ่ม GLP-1 Analogs
เพิ่มการหลั่งอินซูลิน และชะลอการลำเลียงอาหารจากกระเพาะ
มีทั้งแบบยากินและยาฉีดตัวอย่างยา:
- แบบกิน: Semaglutide (Rybelsus®)
- แบบฉีด: Liraglutide (Saxenda® – ฉีดวันละครั้ง),
Semaglutide (Ozempic® / Wegovy® – ฉีดสัปดาห์ละครั้ง),
Dulaglutide (Trulicity® – สัปดาห์ละครั้ง)ข้อดี
- ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำต่ำ
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- น้ำหนักตัวลดลง
- แบบฉีดออกฤทธิ์ยาว ทำให้ไม่ต้องฉีดยาบ่อย
ผลข้างเคียง
- คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
→ ควรลดปริมาณอาหารและหลีกเลี่ยงอาหารมันเหมาะสำหรับ
ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคร่วมด้านหัวใจ หรือมีภาวะอ้วน3) กลุ่ม Dual GLP-1/GIP Agonist
ช่วยควบคุมน้ำตาล และทำให้อิ่มเร็วขึ้น น้ำหนักลดลงได้ดี
ตัวอย่างยา: Tirzepatide (Mounjaro®) — ฉีดสัปดาห์ละครั้ง
ข้อดี
- ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ
- ควบคุมน้ำหนักได้ดี
- ฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้ง สะดวก
ผลข้างเคียง
- คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว → ควรลดอาหารมัน
เหมาะสำหรับ
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักร่วมด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ควรใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย


























