Mobirise Web Builder

โรคความดันโลหิตสูง 

โรคความดันโลหิตสูง 

เป็นโรคที่ได้รับการขนานนามว่า “เพชฌฆาตเงียบ” เนื่องจากมีความรุนแรงถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยแต่เนิ่น ทั้งนี้อันตรายของโรคได้แก่การที่หัวใจต้องรับภาระหนักกว่าปกติ จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายประการ อาทิ กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น หัวใจวาย และไตได้รับความเสียหาย แต่ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การที่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้ใดๆ เลย

ความดันโลหิตสูงอันตราย 

ความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่เมื่อหัวใจบีบ และคลายตัวแต่ความดันยังคงค้างอยู่ในหลอดเลือด ไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น การมีความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สร้างความเสียหายแก่หลอดเลือดหลายประการ อาทิ หลอดเลือดแข็ง หลอดเลือดโป่งพอง อีกทั้งยังอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอีกหลายโรค


ความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง การควบคุมรักษาความดันโลหิตสูงอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญในการป้องกันโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดกับอวัยวะต่าง ๆ ดังกล่าวคือ หัวใจวาย  หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคไตวายเรื้อรัง อัมพาต และอัมพฤกษ์ 

สาเหตุ และอาการ

โรคความดันโลหิตสูงซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ป่วยส่วนมาก กว่าร้อยละ 85 ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน และมักสัมพันธ์กับประวัติในครอบครัว เราเรียกโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มนี้ว่าเป็น Primary หรือ Essential Hypertension  

ระดับความดันโลหิต
ปกติ

ความดันช่วงหัวใจบีบ < 120
และ
ความดันช่วงหัวใจคลาย < 80

คำแนะนำ
หมั่นวัดความดันโลหิต

ระดับความดันโลหิต
ค่อนข้างสูง

ความดันช่วงหัวใจบีบ 120-139
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย 80-89

คำแนะนำ
หมั่นวัดความดันโลหิต

ระดับความดันโลหิต
สูง

ความดันช่วงหัวใจบีบ 140-159
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย 90-99

คำแนะนำ
พบแพทย์

ระดับความดันโลหิต
สูงมากและเป็นอันตราย

ความดันช่วงหัวใจบีบ 160-179
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย 100-109

คำแนะนำ
พบแพทย์

ระดับความดันโลหิต
อันตรายมาก

ความดันช่วงหัวใจบีบ > 180
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย > 110

คำแนะนำ
พบแพทย์ทันที

การจัดการกับโรคความดันโลหิตสูง อีกก้าวของพัฒนาการที่จะช่วยให้คุณรับมือกับโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย 5 บริการหลัก ดังต่อไปนี้

  1. การตรวจและวินิจฉัย
    หนทางเดียวที่คุณจะทราบได้ว่ามีอาการของโรคความดันโลหิตสูงก็คือ การตรวจวัดความดันโลหิต ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากสาขาวิชาของเราได้ร่วมมือกันในการออกแบบโปรแกรมการตรวจสอบและประเมินผลของคุณ
  2. การบำบัดด้วยยา
    ตัวยาที่ใช้ควบคุมความดันโลหิตและป้องกันอาการเกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างได้ผลนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก เภสัชกรของเราจะช่วยให้คุณเข้าใจการทำงานของยาแต่ละขนาน ตอบข้อสงสัย และตรวจสอบปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดจากการใช้ยา เช่น ปฏิกิริยาระหว่างยา หรือการใช้ยาซ้ำซ้อน
  3. กายภาพบำบัด
    ทีมกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลศรีสวรรค์จะประเมินอาการของคุณ ก่อนจะออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคลขึ้นมา เพื่อให้คุณสามารถนำไปปฏิบัติได้เองอย่างปลอดภัยและเหมาะสม ซึ่งการออกกำลังกายตามโปรแกรมเพียงครั้งเดียวจะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ทันที และเห็นผลชัดเจนเกือบตลอดทั้งวัน ดังนั้น หากปฏิบัติติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
  4. การวางแผนทางโภชนาการ
    ทีมโภชนากร เป็นอีกทีมหนึ่งของเราที่พร้อมให้บริการข้อมูล และช่วยในการวางแผนพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตด้วยการเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงติดตามผลเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ได้
  5. การตรวจเช็คตนเอง
    การรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยนั้น จำเป็นต้องตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของเราจะช่วยให้คุณสามารถวัดความดันโลหิตได้ด้วยตัวเองที่บ้าน เพื่อความสะดวกในการติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยแพทย์สามารถใช้ข้อมูลนี้ในการตรวจสอบประสิทธิภาพของตัวยาที่คุณใช้อยู่ นอกจากนี้ การวัดความดันโลหิตด้วยตัวเองยังทำให้คุณได้มีส่วนร่วมในการรักษาสุขภาพของตนเองอีกด้วย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

โรคความดันโลหิตสูงจัดเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่มีความร้ายแรง เพราะส่วนมากไม่มีทางรักษาแต่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และ/หรือรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

“ค่าความดันโลหิตเป้าหมายในคนปกติไม่ควรเกินกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งเป็นค่าที่ประเมินกันแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หลอดเลือดมาก เมื่อไรที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ และมีการวัดความดันซึ่งอ่านค่าได้ 120/80 หรือมากกว่าก็ต้องถือว่าความดันเริ่มจะสูงแล้ว (Pre-hypertension) แต่ยังไม่เป็นความดันสูงเต็มขั้น แพทย์จะแนะนำเรื่องการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงไปกว่านี้” 

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่อาจปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ หรือปรับแล้ว แต่ความดันไม่ลดลงตามเป้าหมาย แพทย์จึงจะพิจารณาให้ยาที่เหมาะสมต่อไปโดยมีเป้าหมายระยะสั้นอยู่ที่การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอทและเป้าหมายระยะยาวอยู่ที่การป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ความดันที่เหมาะสม
หรือปกติ

ความดันช่วงหัวใจบีบ < 120
และ
ความดันช่วงหัวใจคลาย < 80

ให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกากใย
และการออกกำลังกาย

ความดันโลหิตสูงขั้นต้น
Pre-hypertension

ความดันช่วงหัวใจบีบ  120-139
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย  80-89

ต้องหมั่นตรวจวัดความดัน
รับประทานผักผลไม้ให้มากกว่าเดิม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ความดันโลหิตสูง
ขั้นที่ 1

ความดันช่วงหัวใจบีบ  140-159
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย  90-99

ตรวจวัดความดัน และพบแพทย์
อย่างสม่ำเสมอ อาจต้องได้รับยา
ควบคู่ไปกับการปรับการบริโภค
และออกกำลังกายให้มากขึ้น

ความดันโลหิตสูง
ขั้นที่ 2

ความดันช่วงหัวใจบีบ  > 160
และ/หรือ
ความดันช่วงหัวใจคลาย >  100

ตรวจวัดความดัน จดบันทึก
และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
เพื่อควบคุมผลกระทบที่อาจเกิด
กับอวัยวะต่าง ๆ
รวมทั้งระวังเรื่องอาหารให้มาก 
งดอาหารเค็ม เน้นผักผลไม้
และออกกำลังกายให้มากขึ้น

* ความดันโลหิตค่าบน หรือความดันซีสโตลี (Systolic Blood Pressure) คือ แรงดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว

** ความดันโลหิตค่าล่าง หรือความดันไดแอสโตลี (Diastolic Blood Pressure) คือ แรงดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว

ความดันโลหิตสูงอันตราย 

ความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้  

  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตมักสูงขึ้น
  • เพศ ชายมักพบความดันโลหิตสูงบ่อยกว่าหญิง
  • พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ผู้ที่บิดา มารดา มีความดันโลหิตสูง มีแนวโน้มเป็นโรคนี้มากขึ้น
  • ความอ้วน และขาดการออกกำลังกาย
  • สภาวะทางอารมณ์ เช่น เครียด โกรธ เจ็บปวด เสียใจ ตื่นเต้น ส่งผลต่อความดันโลหิตทั้งสิ้น ซึ่งสามารถกลับเป็นปกติ เมื่อผ่านพ้นภาวะนั้น ๆ
  • เชื้อชาติ
  • อาหาร เช่น เกลือ และส่วนประกอบของเกลือที่อาจนึกไม่ถึง เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา ผงชูรส ผงฟู ก้อนซุปสำเร็จรูปมีรายงานชัดเจนว่าเกลือส่งผล โดยตรงต่อความดันโลหิต
  • บุหรี่ สุรา และกาแฟ
  • สมุนไพรบางชนิด เช่น อบเชย
  • ผลของยา เช่น ฮอร์โมนคุมกำเนิด ยากลุ่ม NonSteroidal Anti-Inflammation Drugs (NSIADs)

ปรับนิสัย เปลี่ยนอาหาร
รับมือความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

กุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ควบคุมและอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข ได้แก่ การควบคุมเรื่องการรับประทานอาหาร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเรามีคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

  • เลือกรับประทานอาหารจำพวกแป้งจากธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • พยายามงดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน หรือเค็ม
  • รับประทานผัก และผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพื่อเพิ่มกากใยอาหาร
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา
  • ออกกำลังกายเป็นประจำในแบบแอโรบิควันละ30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามคำแนะนำของแพทย์
  • รับประทานยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต หรือเบาหวานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ระวังอย่ารับประทานยาใด ๆ เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่เป็นเสตียรอยด์ ยาฮอร์โมน หมั่นศึกษาหาความรู้ในการดูแลตนเอง
  • ทำจิตใจให้สงบ และผ่อนคลายความเครียด ไม่โกรธ หรือโมโหง่าย