Mobirise Web Page Generator

“เตรียมรับมือกับไข้หวัด ช่วงฤดูแปรปรวน”

ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดธรรมดา 

เป็นโรคที่เรารู้จักกันดี เพราะถือได้ว่าเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายกับผู้ที่มีร่างกายที่อ่อนแอ เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่ายมาก แต่ก็ถือว่าเป็นโรคติดต่อที่ไม่ค่อยมีอันตรายมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโรคไข้หวัดอื่นๆ อาทิ โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก และโรคไข้หวัดตามฤดูกาลอื่นๆ

ไข้หวัด เป็นโรคติดต่อที่ไม่อันตราย แต่ก็เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายมาก อีกอย่าง การทำให้ร่างกายไม่ได้รับการป่วยไข้นั้น ย่อมเป็นเรื่องดี เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับโรคนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความรู้ของเรานั้น อาจมีประโยชน์ต่อตัวเราเองและผู้อื่นด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นดีกว่า เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากโรคนี้ให้มากที่สุด

ไข้หวัด มีสาเหตุจากอะไร ? ติดต่อได้อย่างไร ?

  1. ไข้หวัด เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “ไรโนไวรัส (rhino virus)” และอื่นๆ
  2. เป็นโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีเชื้ออยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และ เสมหะ ของผู้ป่วย
  3. จากข้อ 2 ทำให้เชื้อไวรัสของโรคนี้แพร่กระจายไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เสื้อผ้า ภาชนะและข้าวของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เนื่องจากการ ไอ จาม และ การสัมผัสของผู้ป่วยนั้นเอง อีกทั้งเชื้อก็ยังแพร่กระจายอยู่ในอากาศด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่แออัดจะมีโอกาสสูงมากในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น
  4. เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้อย่างรวดเร็วทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การสัมผัสกับผู้ป่วย การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย และการรับเอาเชื้อที่แพร่อยู่ในอากาศโดยเฉพาะในชุมชมแออัด
  5. เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายโดยเฉพาะกับเด็กซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่อโรคที่ต่ำและผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ

อาการของผู้ที่เป็นโรคไข้หวัด

ไข้หวัด จะเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นภายใน 1-3 วัน หรือ 12-72 นับตั้งแต่ร่างกายได้รับเชื้อและจะแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา หรือ อาจจะมีอาการได้หลายอย่าง ดังนี้


  1. เมื่อเชื้อฟักตัวจะแสดงอาการอักเสบที่เยื่อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ
  2. มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือ มีไข้เล็กน้อย หรือ อาจจะไม่มีไข้เลยก็เป็นได้
  3. อาจมีความรู้สึกว่าปากคอแห้ง แสบและคันคอเกินปกติ
  4. มีอาการคัดจมูก และอาจมีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมา ทำให้หายใจได้ไม่ค่อยสะดวก
  5. มีอาการ ไอ จาม ปวดศีรษะ หรือ ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  6. เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย หรือไม่ได้เลย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
  7. สำหรับบางคนอาจมีไข้ขึ้นสูง ตัวร้อนและรู้สึกหนาวสั่น


ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคนี้จะไม่ค่อยมีอาการหนักมาก สามารถหายได้ภายใน 3-7 วัน และในขณะที่เป็นก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มักจะมีไข้ขั้นสูงจนทำให้ต้องนอนพักผ่อนเป็นครั้งคราวเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น

การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคไข้หวัด 

ไข้หวัดธรรมดา เป็นโรคที่สามารถรักษาเองได้ แต่การไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งถ้าหากใครที่ไม่สะดวกไปพบแพทย์เพื่อรักษา ควรทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  1. รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย
  2. ดื่มน้ำมากๆ และควรเป็นน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุกแล้ว ซึ่งถ้าเป็นอุ่นด้วยก็จะดีมาก
  3. อาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที หากมีไข้สูงควรใช้การเช็ดตัวแทนการอาบน้ำ และไม่ควรอาบน้ำเย็นเพราะอาจจะทำให้เป็นปอดบวมได้
  4. ในกรณีที่มีน้ำมูก ควรใช้ผ้าสะอาด หรือ กระดาษทิชชู่ เช็ดน้ำมูก ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้หูเกิดอาการอักเสบและทำให้เจ็บหูได้
  5. หากมีอาการไข้สูงหรือเป็นไข้นานหลายวัน หรือ เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและทำการรักษาโดยด่วน เพราะอาจจะมีโรคอื่นแทรกซ้อน หรืออาจจะเป็นโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดธรรมดาก็เป็นได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หัด ปอกอักเสบ เป็นต้น

ไข้หวัด สามารถป้องกันและควบคุมได้อย่างไร ?

  1. ดูแลร่างกายเป็นพิเศษ ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นช่วงที่ทำให้เกิดโรคได้ง่าย
  2. ไม่ควรสัมผัสหรืออยู่ใกล้ผู้ป่วย หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เพราะจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
  3. แยกผู้ป่วยออกมาอยู่พิเศษต่างหาก เพื่อป้องกันผู้ที่ไม่ป่วย ไม่ให้ติดเชื้อจากผู้ป่วย
  4. รีบรักษาผู้ป่วยให้หายขาดโดยเร็ว เพราะอาจจะทำให้เกิดการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ ขึ้นได้



ไข้หวัด ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคติดต่อที่ไม่รุนแรง แต่ถ้าไม่ทำการรักษาให้ดีหรือไม่รักษาให้หายขาดโดยเร็ว ก็อาจจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อของโรคอื่นๆ หรือ อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อเป็นโรคนี้ จึงควรรีบรักษาให้หายขาดโดยเร็วโดยเฉพาะกับเด็กๆ และผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ควรรีบรักษาให้หายขาด หรือ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก็จะดีที่สุด